การสร้างสรรค์อารยธรรมคือผลผลิตจากสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ในการพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า โดยมีปัจจัยพื้นฐานจากการตั้งถิ่นฐานลุ่มแม่น้ำ (เช่น ไนล์, สินธุ, หวางเหอ) การจัดระเบียบการปกครอง การพัฒนาเทคโนโลยี กฎหมาย และระบบความเชื่อที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นรากฐานของความเจริญในโลกปัจจุบัน
ปัจจัยสำคัญและองค์ประกอบพื้นฐานในการก่อเกิดอารยธรรม มีดังนี้:
1. ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดอารยธรรม
การที่มนุษย์จะสร้างสรรค์อารยธรรมขึ้นมาได้ มักขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 6 ประการ:
สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์: โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำที่เป็นแหล่งอาหารและการคมนาคม
ระบบการเมืองการปกครอง: การจัดระเบียบสังคมเพื่อให้เกิดความสงบสุข
ความเจริญทางเทคโนโลยี: การประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้เพื่อช่วยในการดำรงชีวิต
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ: การทำเกษตรกรรมที่เหลือใช้และการทำกำไรจากการค้าขาย
การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม: การสั่งสมและถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น
ความเชื่อและศาสนา: เป็นรากฐานสำคัญของศิลปวัฒนธรรมและสันติภาพในสังคม
2. องค์ประกอบที่บ่งบอกความเป็นอารยธรรม
สังคมที่จะถูกเรียกว่าเป็น "อารยธรรม" ได้นั้น มักมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ:
การตั้งถิ่นฐานเป็นเมือง (Urbanization): มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นและมีระบบผังเมือง
การแบ่งชั้นทางสังคม: มีการแบ่งหน้าที่การทำงานที่ชัดเจน (เช่น กษัตริย์ นักบวช ช่างฝีมือ เกษตรกร)
ระบบการปกครองและรัฐ: มีกฎระเบียบและการบริหารจัดการส่วนรวม
ระบบการเขียน (Writing System): การใช้อักษรเพื่อสื่อสารและบันทึกข้อมูล นอกเหนือจากภาษาพูด
3. แหล่งอารยธรรมที่สำคัญของโลก
นักวิชาการมักให้การยอมรับแหล่งกำเนิดอารยธรรมโบราณ 6 แห่งที่เป็นรากฐานของโลก:
อารยธรรมเมโสโปเตเมีย: (ลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีส) แหล่งกำเนิดอักษรลิ่มและกฎหมายฮัมมูราบี
อารยธรรมอียิปต์: (ลุ่มแม่น้ำไนล์) โดดเด่นเรื่องพีระมิดและการชลประทาน
อารยธรรมอินเดีย: (ลุ่มแม่น้ำสินธุ) รากฐานของศาสนาพุทธและพราหมณ์-ฮินดู
อารยธรรมจีน: (ลุ่มแม่น้ำฮวงโห) การประดิษฐ์กระดาษ เข็มทิศ และปรัชญาขงจื๊อ
อารยธรรมในอเมริกา: ได้แก่ คาราล-ซูเป (เปรู) และ ออลเมค (เม็กซิโก)
อารยธรรมอินเดียและจีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคมไทย โดยทั้งสองอารยธรรมเข้ามามีอิทธิพลในมิติต่างๆ ที่แตกต่างกัน ดังนี้
1. อิทธิพลของอารยธรรมอินเดีย
อินเดียถือเป็นอารยธรรมที่มีอิทธิพลต่อ ระบบความคิด จิตวิญญาณ และระบอบการปกครอง ของไทยอย่างลึกซึ้งที่สุด
ศาสนาและความเชื่อ: เป็นรากฐานสำคัญที่สุด โดยไทยรับทั้ง พระพุทธศาสนา (นิกายเถรวาทเป็นหลัก) และ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เข้ามา ส่งผลต่อการสร้างงานศิลปะ สถาปัตยกรรม เช่น เจดีย์ และพระพุทธรูป
การเมืองการปกครอง: รับแนวคิด สมมติเทพ และหลัก เทวราชา ที่เชื่อว่ากษัตริย์ทรงเป็นเทพเจ้าอวตารลงมา รวมถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและการตั้งชื่อเมืองตามคติศูนย์กลางจักรวาล
ภาษาและอักษรศาสตร์: ภาษาไทยรับเอา ภาษาบาลีและสันสกฤต มาใช้จำนวนมาก ซึ่งปรากฏชัดในชื่อคน ชื่อสถานที่ และคำศัพท์ทั่วไป รวมถึงรับวรรณคดีเรื่องสำคัญอย่าง รามเกียรติ์ (รามายณะ) และชาดกต่างๆ
กฎหมาย: รับคัมภีร์ พระธรรมศาสตร์ มาเป็นต้นแบบกฎหมายไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์
อาหาร: ได้รับอิทธิพลการใช้ เครื่องเทศ เช่น แกงมัสมั่น และการรับประทานโรตี
2. อิทธิพลของอารยธรรมจีน
อารยธรรมจีนส่งผลกระทบต่อไทยในเชิง เศรษฐกิจ วิถีชีวิต และการดำเนินธุรกิจ ผ่านการติดต่อค้าขายและการอพยพ:
เศรษฐกิจและการค้า: จีนเป็นคู่ค้าหลักมาตั้งแต่อดีตผ่าน ระบบบรรณาการ และการเดินเรือสำเภา ส่งผลให้ไทยรับเอาระบบมาตราชั่งตวงวัดและการทำบัญชีมาจากจีน
อาหาร: มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตประจำวันอย่างมาก เช่น การใช้ตะเกียบ การกินก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ ผัดต่างๆ รวมถึงเครื่องปรุงอย่างซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว
ภาษา: คำศัพท์ในภาษาไทยจำนวนมากมีรากศัพท์มาจากจีน โดยเฉพาะคำที่เกี่ยวกับอาหารและการค้า เช่น โต๊ะ, เก้าอี้, หุ้น, ห้าง
ขนบธรรมเนียมและประเพณี: ผ่านชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เช่น เทศกาลตรุษจีน วันสารทจีน ประเพณีการกินเจ และความเชื่อเรื่องการบูชาบรรพบุรุษ
ศิลปกรรม: ปรากฏในการใช้เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเบญจรงค์ และงานสถาปัตยกรรมตามวัดวาอารามที่นิยมศิลปะแบบจีนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์
ข้อมูลอ้างอิงจากบทเรียนออนไลน์ TruePlookpanya และสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน Saranukromthai