วิธีการทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาความเป็นมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอดีตนั้น มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. การตั้งคำถามหรือกำหนดเรื่องที่จะศึกษา
2. การรวบรวมหลักฐาน
3. การตรวจสอบและประเมินหลักฐาน
4. การตีความหลักฐาน
5. การเรียบเรียงและการนำเสนอ
หลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักคือ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร. หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร คือหลักฐานที่บันทึกเป็นตัวอักษรหรือภาษาเขียน เช่น หนังสือ พงศาวดาร ศิลาจารึก. ในขณะที่หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือหลักฐานที่ไม่ได้เป็นตัวหนังสือ แต่ยังคงมีร่องรอยหรือร่องรอยของเหตุการณ์ เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม ศิลปะการแสดง
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Written Sources):
หนังสือ: เอกสารต่างๆ ที่เขียนขึ้น เช่น พงศาวดาร ตำนาน บันทึกคำบอกเล่า
ศิลาจารึก: สลักคำจารึกบนหิน หรือวัสดุอื่นๆ
สมุดข่อย: เอกสารที่เขียนบนใบลานหรือวัสดุอื่นๆ
คัมภีร์ใบลาน: หนังสือที่เขียนบนใบลาน
จดหมายเหตุ: บันทึกเหตุการณ์สำคัญต่างๆ
หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (Non-Written Sources):
โบราณสถาน: สิ่งก่อสร้างในอดีต เช่น พระพุทธรูป โบสถ์ วิหาร กำแพงเมือง
โบราณวัตถุ: สิ่งของโบราณ เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้จากโลหะและไม้
สถาปัตยกรรม: ลักษณะของอาคารและสิ่งก่อสร้าง
ศิลปะการแสดง: นาฏศิลป์ ดนตรี จิตรกรรม
ภาพถ่าย: ภาพถ่ายบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีต
ภาพสไสด์: แผ่นสไสด์ที่ใช้ในการถ่ายภาพ
แผนที่: แผนที่ที่แสดงภูมิภาคหรือพื้นที่ในอดีต
โปสเตอร์: โปสเตอร์ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์
แถบ บันทึกเสียง แผ่นเสียง ภาพยนตร์: บันทึกเสียงหรือภาพยนตร์ที่บันทึกไว้
ดวงตราไปรษณียากร: ดวงตราที่ใช้ในการส่งจดหมาย
โครงกระดูก: โครงกระดูกมนุษย์หรือสัตว์
หม้อสามขา: หม้อสามขาจากดินเผา
ตะเกียงโรมัน: ตะเกียงที่ทำจากสำริด
หลักฐานทางโบราณคดี: หลักฐานจากการขุดค้น
หลักฐานชั้นต้น คือ หลักฐานที่เกิดร่วมสมัยกับเหตุการณ์ที่ศึกษา หรือบันทึกโดยผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง.
หลักฐานชั้นรอง คือ หลักฐานที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์ โดยบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง.
หลักฐานชั้นต้น (Primary Sources):
ลักษณะ:
หลักฐานที่เกิดในยุคสมัยของเหตุการณ์ที่ศึกษา, เช่น เอกสารทางราชการ, จดหมาย, บันทึก, วัตถุโบราณคดี.
ตัวอย่าง:
หนังสือ, เอกสารสนธิสัญญา, บันทึกประจำตัว, สมุดบันทึก, ศิลาจารึก, จดหมาย.
หลักฐานชั้นรอง (Secondary Sources):
ลักษณะ:
หลักฐานที่ถูกสร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์, โดยผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง, เช่น บทความวิชาการ, หนังสือประวัติศาสตร์, พงศาวดาร, ตำนาน
ตัวอย่าง:
หนังสือประวัติศาสตร์, บทความทางวิชาการ, พงศาวดาร, ตำนาน, หนังสือชีวประวัติ
ความน่าเชื่อถือ:
หลักฐานชั้นต้นมีโอกาสที่จะเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้มากกว่า เนื่องจากมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์
วัตถุประสงค์:
หลักฐานชั้นต้นมักมีวัตถุประสงค์หลักในการบันทึกหรือสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะตัว, ในขณะที่หลักฐานชั้นรองถูกสร้างขึ้นเพื่อการวิเคราะห์, ตีความ, และนำเสนอเรื่องราวของเหตุการณ์
วิธีการ:
หลักฐานชั้นต้นมักจะบันทึกหรือสร้างขึ้นในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริง, ในขณะที่หลักฐานชั้นรองมักจะถูกเขียนขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว.
สรุป: หลักฐานชั้นต้นเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับศึกษาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์, แต่หลักฐานชั้นรองก็มีประโยชน์ในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และตีความเหตุการณ์